วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน รังแค (Dandruff)

รังแค (Dandruff)

อ.ชนิษฎา ตู้จินดา
ภาควิชาตจวิทยา


          รังแค คือ ขุยหรือสะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะ พบบริเวณโคนผม เส้นผม หรืออาจร่วงลงมาเกาะบนปกเสื้อ บริเวณบ่าและไหล่ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อใส่เสื้อสีเข้ม รังแคนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อย และมีผลต่อบุคลิกภาพทำให้คนจำนวนมากขาดความมั่นใจ


          รังแคเกิดจากการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดของหนังศีรษะ โดยปกติแล้ววงจรชีวิตของเซลล์ผิวหนังจะมีการแบ่งตัวจากเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง และค่อย ๆ เคลื่อนไปยังชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วค่อย ๆ ผลัดหลุดไป เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า วงจรนี้ในคนปกติใช้เวลาประมาณ 28 วัน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหารังแคนั้นวงจรนี้จะเกิดเร็วขึ้นกว่าปกติ ทำให้มีการหลุดลอกของเซลล์ผิวหนังปริมาณมากจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นแผ่นสะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะ


          รังแคอาจไม่มีอาการหรือมีอาการคันหนังศีรษะร่วมด้วย ยิ่งเกาจะทำให้สะเก็ดหลุดลอกมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นรังแคหนังศีรษะจะดูปกติ แต่หากพบรังแคร่วมกับมีการอักเสบของหนังศีรษะอาจเป็นเป็นอาการแสดงของโรคผิวหนังบางโรค ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบ Seborrheic Dermatitis ซึ่งนอกจากพบมีผื่นแดง และมีสะเก็ดลอกบริเวณหนังศีรษะแล้ว ยังสามารถพบผื่นบริเวณข้างจมูก คิ้ว, หลังหูได้อีกด้วย การแพ้สารเคมีที่สัมผัสหนังศีรษะ เช่น แพ้น้ำยาย้อมผมก็สามารถทำให้เกิดอักเสบของหนังศีรษะได้ โรคผิวหนังอีกโรคหนึ่งที่มีสะเก็ดหลุดลอกบริเวณหนังศีรษะ คือ โรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ซึ่งการหลุดลอกของสะเก็ดบนหนังศีรษะจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะพบมีรอยโรคที่หนังศีรษะ รวมถึงบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ลำตัว, แขนขา, ข้อศอก, หัวเข่า ร่วมกับมีความผิดปกติของเล็บมือเล็บเท้า และอาจมีข้ออักเสบร่วมด้วย


          สาเหตุของการเกิดรังแคยังไม่ทราบชัดเจน เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเชื้อราซึ่งอาศัยอยู่บริเวณรูขุมขนของหนังศีรษะชื่อ Malassezia โดยผู้ป่วยที่มีปัญหารังแคจะมีเชื้อราชนิดนี้มากกว่าคนปกติ การรักษารังแคส่วนหนึ่งจึงมุ่งเน้นการลดจำนวนของเชื้อราชนิดนี้


วิธีการรักษา และป้องกัน

1. เลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น เนื่องจากน้ำอุ่นจะทำให้หนังศีรษะแห้ง และลอกเป็นขุยได้

2. เลี่ยงการเกาแรง ๆ หรือใช้หวีซี่คมหวีบริเวณหนังศีรษะ

3. ใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของตัวยาที่สามารถลดจำนวนเชื้อราบนศีรษะ ซึ่งได้แก่ คีโตโคนาโซล ซิงค์ไพรีไทออน ซิลิเนียม ซัลไฟด์ หากมีสะเก็ดหนา และใช้ยาสระผมข้างต้นไม่ทุเลา ให้เปลี่ยนมาใช้ยาสระผมที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (Tar) จะช่วยลดสะเก็ดได้ดี แต่มีข้อเสียคือ กลิ่นค่อนข้างแรง และอาจทำให้ผมแห้ง แข็งกระด้าง ซึ่งวิธีแก้ไขคือให้ใช้ครีมนวดตามหลังการสระผม ผู้ที่เป็นรังแคควรใช้ยาสระผมเหล่านี้เป็นประจำ โดยช่วงแรกควรสระผม 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากรังแคลดลงแล้วสามารถลดเหลือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยแต่ละครั้งที่สระผมควรทิ้งเวลาประมาณ 5-10 นาทีก่อนล้างออก

4. หากกรณีมีหนังศีรษะอักเสบร่วมด้วย การใช้ยาทากลุ่มคอติโคสเตอรอยด์ชนิดน้ำ หรือครีมน้ำนมทาบริเวณหนังศีรษะจะลดอาการแดงอักเสบลงได้ โดยหลังจากสระผมให้ใช้หวีแสกผมออก จากนั้นหยอดยาลงบนบริเวณที่มีการแดงอักเสบของหนังศีรษะ ใช้นิ้วเกลี่ยและคลึงเบา ๆ โดยทายาวันละ 1-2 ครั้ง การอักเสบของหนังศีรษะจะลดลง

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน เสริมหน้าอกด้วยไขมัน

เสริมหน้าอกด้วยไขมัน

อ.นพ.จงดี อาวเจนพงษ์
ภาควิชาศัลยศาสตร์



ถาม. การเสริมหน้าอกทางการแพทย์มีกี่วิธี

ตอบ.ก่อนที่จะพูดคำวิธีการเสริมหน้าอกทางการแพทย์นั้น ผมขออธิบายประเภทของผู้ป่วยที่เข้ามารับการเสริมหน้าอกว่ามีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ

1. ผู้ป่วยมีความต้องการที่จะมีขนาดของหน้าอกใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยไม่ได้มีโรคใด ๆ มาทั้งสิ้น

2. กรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมและได้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมออก กรณีที่ต้องการมาเสริมเพื่อทดแทนเต้านมที่สูญเสียไป สำหรับการเสริมหน้าอกมี 2 แบบคือ

แบบแรก จะใช้ถุงซิลิโคน ซึ่งภายในบรรจุด้วยน้ำเกลือและสอดเข้าไปใต้กล้ามเนื้อหรือผิวหนังของบริเวณเต้านมของผู้ป่วย

แบบสอง จะใช้เนื้อเยื่อจากตัวคนไข้เอง เช่น เราใช้กล้ามเนื้อและไขมันจากหน้าท้อง ซึ่งในกรณีนี้เราจะต้องเลาะเส้นเลือดให้มีเส้นเลือดมาเลี้ยงตัว กล้ามเนื้อและไขมันด้วย กรณีนี้เป็นกรณีที่เราใช้ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งเต้านม และได้รับการผ่าตัดเต้านมทิ้ง จากนั้นก็จะฉีดไขมันเข้าที่เต้านมซึ่งไขมันนี้ก็จะดูจากตัวคนไข้เอง

 
ถาม. วิธีการเสริมหน้าอกด้วยไขมันมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ตอบ. วิธีการเสริมหน้าอกด้วยไขมันก็จะคล้าย ๆ กับการเสริมในตำแหน่งอื่น ๆ ด้วยไขมัน เราอาจจะเคยได้ยินว่าจะนำไปฉีดบริเวณระหว่างคิ้ว ระหว่างตาหรือบริเวณร่องแก้มด้วยใช้ปริมาณน้อย ๆ โดยเราจะดูดไขมันจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของผู้ป่วยเอง เสร็จแล้วจะนำไปล้างให้สะอาดแล้วฉีดกลับไปในตำแหน่งที่ต้องการ การเสริมเต้านมที่ไขมันก็จะทำในแบบเดียวกัน


ถาม. ไขมันที่นำมาใช้นำมาจากส่วนใดของร่างกาย

ตอบ. แพทย์จะต้องตรวจร่างกายและพูดคุยตกลงกับผู้ป่วยก่อนว่าผู้ป่วยมีความต้องการที่จะให้ดูดไขมันจากส่วนไหน ซึ่งกรณีนี้จะต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ ก็จะเป็นการดูดไขมันส่วนเกินออกด้วย ส่วนไขมันที่ใช้บ่อย ๆ ก็ได้แก่ บริเวณต้นขาด้านนอก ต้นขาด้านใน บริเวณเอว บริเวณหน้าอก


ถาม. ในตำแหน่งที่เลือกดูดไขมันจะขึ้นอยู่กับรอยแผลที่เกิดขึ้นด้วยหรือไม่

ตอบ. ส่วนใหญ่รอยแผลที่เกิดจากการดูดจะมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และเราจะซ้อนรอยแผลไว้ในบริเวณขาหนีบ หรือใต้ร่มผ้า ส่วนใหญ่มักจะมองไม่เห็น จึงไม่เป็นอุปสรรรคในการดูด



ถาม. การเสริมหน้าอกด้วยไขมันแตกต่างจากวิธีอื่น ๆ อย่างไรบ้างและมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

ตอบ.เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเสริมด้วยไขมันยังไม่ได้เป็นวิธีมาตรฐาน เพราะวิธีมาตรฐานที่เราใช้ในปัจจุบันก็คือ การเสริมด้วยซิลิโคนซึ่งภายในใส่น้ำเกลือ ซึ่งข้อดีของการเสริมหน้าอกก็คือ

1. เป็นการผ่าตัดเล็ก ซึ่งไม่ต้องใช้ยาสลบบริเวณที่เราดูดไขมันเราก็จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่เราจะเสริมด้วยไขมันเราก็จะฉีดยาชาเฉพาะที่เช่นกัน ทำง่าย ค่าใช้จ่ายก็ต่ำ

2. เป็นกระดูกไขมันจากบริเวณที่เราต้องการเอาออก

 
ข้อเสีย ที่คิดว่าเป็นข้อบกพร่องที่สุดก็คือ

1. วิธีนี้ไม่สามารถที่จะเสริมให้มีขนาดใหญ่มากได้ เพราะการฉีดไขมันเข้าไปเยอะ ๆ ไขมันที่เข้าไปถ้าเข้าไปในที่เล็ก ๆ เซลล์ไขมันก็จะตายหรือละลายไป ก็คือจะเสริมให้มีขนาดเล็ก ๆ เท่านั้น หรือจะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อต้องการจะแก้เต้านมสองข้างที่มีขนาดไม่เท่ากัน ซึ่งต่างกันเล็กน้อยและฉีดเข้าไปในบริเวณด้านที่เล็กเพื่อให้ดูใกล้เคียงกัน

2. เซลล์ไขมันที่เราฉีดเข้าไป บางครั้งอาจจะตาย ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรหรือบางที่อาจจะกลายเซลล์เป็นซีส ที่เป็นโรคแทรกซ้อนอีกโรคหนึ่ง ซ้ำจำเป็นต้องผ่าออก

3. อาจจะมีการแข็งตัวของไขมันที่ถูกเข้าไป ทำให้เกิดการสับสนว่าเป็นก้อนที่เกิดจากมะเร็งเต้านมหรือไม่


ถาม. ในปัจจุบันได้รับความนิยมหรือความสนใจมากน้อยเพียงใด

ตอบ. การเสริมด้วยไขมันอย่างไรก็สู้การเสริมด้วยถุงซิลิโคลนไม่ได้ และศัลยแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ค่อนข้างมีความเห็นคัดค้าน เนื่องจากว่ามันจะไปรบกวนกับการตรวจมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35-40 ปีขึ้นไป ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังลังเลไม่กล้าที่จะใช้วิธีนี้ เพราะว่าอาจจะมีปัญหาในการตรวจมะเร็งเต้านมพอสมควร จะทำให้มีการตรวจค้นพบยากขึ้น


ถาม. การที่จะเลือกใช้วิธีการเสริมด้วยไขมันขึ้นอยู่กับสิ่งใด

ตอบ.

1. เราต้องการเสริมในขนาดน้อย ๆ เช่น เต้านมสองข้างขนาดไม่เท่ากัน

2. คนไข้จะต้องไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

3. อย่างน้อยก่อนเสริมก็ควรจะไปทำแมมโมแกรมก่อน เพื่อจะได้วินิจฉัยแยกโรคไปว่ามีก้อน ใด ๆ เกิดขึ้นในเต้านมหรือไม่


ถาม. ข้อจำกัดในการเสริมหน้าอกด้วยไขมันมีอย่างไรบ้าง

ตอบ.
1. ขนาดที่ฉีดจะต้องไม่มากจนเกินไป เพราะถ้าฉีดเข้าไปมาก ๆ เซลล์ไขมันที่เข้าไปจับกลุ่มใน บริเวณแคบ ๆ ก็จะตายเกือบหมดก็จะไม่ได้ผลอะไร

2. ต้องไม่มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม

3. จะต้องมีไขมันให้ดูดพอสมควร


ถาม. ขั้นตอนการรักษาเป็นอย่างไร

ตอบ. ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้องพักค้างในโรงพยาบาล โดยขั้นตอนแรกแพทย์จะทำการตรวจร่างกายผู้ป่วยก่อนว่า มีข้อบ่งชี้ว่าจะใช้วิธีนี้หรือไม่และต่อไปก็จะต้องคุยกับผู้ป่วยก่อนว่าจะดูดจากตำแหน่งใด ตำแหน่งนั้นเป็นตำแหน่งส่วนเกินที่ผู้ป่วยต้องการให้เอาออก หลังจากนั้นก็จะฉีดยาชาและทำการวาดบริเวณที่เราจะดูดและบริเวณที่เราจะฉีดไขมันเสริมเข้าไปและทำความสะอาด ฉีดยาชา จะเริ่มดูดจากบริเวณที่เราต้องการ พอได้ไขมันมาแล้วก็จะนำมาล้างด้วยน้ำเกลือ เสร็จแล้วก็จะนำมาใส่ในหลอดฉีดยา แล้วนำใส่ลงไปในเต้านม ซึ่งโดยทั่วไปไขมันที่ฉีดเข้าไปในตำแหน่งใดก็ตามในร่างกายระยะปีแรกมันจะมีโอกาสที่จะละลายไปประมาณอย่างน้อย 50% ซึ่งจะขึ้นอยู่กับวิธีการฉีดหรือศัลยแพทย์ที่ทำการฉีด


ถาม. ค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด

ตอบ. ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล และการผ่าตัดนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลก็จะถูกกว่า อีกประการก็คือ เนื่องจากวิธีนี้ไม่ต้องใช้ถุงซิลิโคลนและเครื่องมือที่พิเศษอะไร เพราะฉนั้นค่าใช้จ่ายก็จะต่ำกว่าเปรียบเทียบกับวิธีอื่น ๆ


ถาม. ข้อแนะนำท้ายรายการ

ตอบ. ผู้ที่เสริมหน้าอกก็ควรจะพิจารณาถึงความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และกำลังทรัพย์ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจว่ามีความต้องการที่จะเสริมหน้าอกจริง ๆ หรือไม่ ก่อนที่จะเสริมหน้าอก ก็ควรที่จะหาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ เช่น อาจจะถามได้จากหลาย ๆ คน โดยทั่วไปวิธีมาตรฐานก็ใช้ถุงซิลิโคลนใส่น้ำเกลืออยู่



เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน เชื้อรา...ปัญหาของตกขาวคันในสตรี

เชื้อรา...ปัญหาของตกขาวคันในสตรี

รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์
สูตินรีแพทย์





          ตกขาวนับเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี เพราะนอกจากสร้างความเหนอะหนะแล้ว ยังนำมาซึ่งอาการคันที่ช่องคลอดด้วย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าตกขาวมาจากไหน


ตกขาว เป็นกันทุกคนหรือ

          ผู้หญิงทุกคนต้องมีตกขาวครับ ช่วงเป็นเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง

          ตกขาวที่ปกติ สร้างมาจากต่อมที่ปากช่องคลอดและปากมดลูก รวมทั้งยังสร้างมาจากผนังช่องคลอดด้วย ตกขาวจากแหล่งต่างๆ จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น หล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล


เชื้อรา …ปัญหาของตกขาวคัน

          เชื้อรา คือเชื้อโรคชนิดหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Candida albicans เชื้อโรคตัวนี้อยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป แต่ชอบสภาพสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ ช่องคลอดของคนเราเป็นอวัยวะที่ชื้นอยู่แล้วเพราะมีตกขาวอย่างที่ว่า ส่วนเรื่องร้อนนั้นขึ้นกับหลายปัจจัยคือ

• สภาพอากาศของบ้านเราที่ค่อนข้างร้อนจนถึงร้อนมาก

• ใส่เสื้อผ้าที่อบมาก

• สภาพร่างกายที่อ้วนมาก บางคนแค่ยืนเฉยๆ ขาก็มาชนกันแล้วทำให้ช่องคลอดถูกอบอยู่ตลอดเวลา

          สภาพเหล่านี้แหละที่เชื้อราชอบมาก เหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดกันง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีการติดเชื้อราน้อยกว่าซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะรายที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานบางอย่าง เหล่านี้ทำให้เชื้อราชอบมากเช่นกัน


อาการติดเชื้อราในช่องคลอด

          มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีการติดเชื้อราโดยไม่มีอาการอะไรเลย ที่รู้ว่ามีเชื้อราก็เพราะเผอิญไปตรวจภายในด้วยเหตุอื่น เช่น ไปตรวจภายในประจำปีหรือตรวจเนื้องอกมดลูก ผู้หญิงกลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษาอะไรก็ได้ เพราะเชื้อราที่ไม่ก่ออาการพวกนี้ ส่วนมากก็จะถูกตกขาวขับทิ้งออกไปจากร่างกายได้เอง

          แต่มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เมื่อได้รับเชื้อราเข้าไปในช่องคลอด มันจะเจริญเติบโตต่อไป ในระยะแรกจะมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ด (blastospore) ซึ่งยังไม่ทำให้เกิดอาการอะไร แต่ถ้าไม่ได้รับยารักษา เชื้อราจะเจริญต่อไปกลายรูปร่างเป็นสายยาวๆ (mycelia) ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในผนังช่องคลอดได้ ถึงขั้นนี้จะเริ่มมีอาการคัน บางคนอาจทนเอาเพราะอายที่จะไปตรวจภายใน แต่พอทิ้งไว้ไม่นานอาการคันกลับมากขึ้นจนทนไม่ไหว เลยเลิกอายรีบไปหาหมอเพื่อตรวจภายในก็มี นอกจากคันแล้วลักษณะของตกขาวที่มีก็จะเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยเป็นมูกใสๆ หรือขาวขุ่นๆ ก็จะกลายเป็นคล้ายนมที่เด็กอวกออกมา (curd) แต่ของบางคนมีลักษณะคล้ายแป้งก็มี


รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราในช่องคลอด

          แค่เอาตกขาวที่มีเชื้อรามาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูก็บอกได้แล้ว สำหรับคุณหมอที่ผ่านการตรวจภายในผู้หญิงเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่แค่ดูตกขาวโดยไม่ต้องส่องกล้องก็บอกได้ว่าเป็นเชื้อรา


รักษาอย่างไรดี

          การติดเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่ยานั้นมีทั้งกิน เหน็บช่องคลอด และชนิดครีมทาในช่องคลอด ซึ่งทุกชนิดยังแบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ยาเหน็บอาจมีชนิดเหน็บครั้งเดียวและเม็ดเดียวเลิก หรือเหน็บวันละเม็ดแต่ต้องเหน็บ 3 - 5 วัน เป็นต้น จึงขอเตือนว่าการจะใช้ยาอย่างไรดี ควรปรึกษาคุณหมอที่รักษาดีกว่า ขืนไปกินหรือเหน็บยามั่วไปเรื่อยอาจทำให้ไม่หายและอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้


โรคนี้มีอันตรายไหม

          “โรคนี้มีอันตรายไหม” เป็นคำถามยอดฮิต บางคนกลัวว่าถ้าเป็นตกขาวบ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็ง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์กลัวว่าจะทำให้ลูกพิการ ไม่เป็นอย่างที่คิดครับ โรคนี้ไม่มีอันตรายเช่นนั้น เพียงแต่ทำให้คุณทรมานจากอาการคันเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าไปเกามันมาก ๆ อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ก็ยิ่งทรมานเพิ่มขึ้นอีก


ป้องกันไม่ให้เป็นได้ไหม

          อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เชื้อราชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคนี้ ก็อย่าสร้างสภาพแวดล้อมของร่างกาย ให้เชื้อรามีความรักใคร่ชอบพอจนอยากอยู่ด้วยก็แล้วกัน เช่น

• อย่าใส่เสื้อผ้าที่คับ อึดอัด

• อย่าปล่อยให้บริเวณช่องคลอดชื้นแฉะ

• เวลารู้สึกร้อนหรือเหนอะหนะบริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง

• อย่าเอาผ้าอนามัยแผ่นเล็กๆ เช่น แคร์ฟรีปิดปากช่องคลอด เพราะจะยิ่งอบให้มันร้อนมากขึ้น

• และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ อย่าอ้วน เป็นข้อแนะนำที่พูดง่าย แต่ทำยากใช่ไหมครับ

เครดิต  : http://www.si.mahidol.ac.th/

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน ตายแล้ว! ไขมันในเลือดสูง

ตายแล้ว! ไขมันในเลือดสูง

 
รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงศ์
สถานส่งเสริมการวิจัย



          ไขมันในเลือดสูงมีหลายชนิด แต่ที่คนเรามักรู้จักและคุ้นหูคือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ แอล ดี แอล โคเลสเตอรรอล เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล ไขมันชนิดที่ไม่ดี ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ และ แอลดี แอล โคเลสเตอรอล ส่วนเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล เป็น ไขมันชนิดที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

          โดยทั่วไปการตรวจระดับไขมันในเลือดจะมีค่าที่รายงานเป็น 3 ชนิด คือ โคเลสเตอรอล (Cholesterol)ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) และ เอช ดี แอล หากตรวจพบ


โคเลสเตอรอลในเลือดสูง อาจเกิดจาก Lipoprotein ที่สูงได้ 2 ชนิด

1.ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นชนิดอันตรายเพราะเป็นโคเลสเตอรอลที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง

2.ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL)หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือดต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมันและโคเลสเตอรอล


ดังนั้น ถ้าพบว่าโคเลสเตอรอลสูงจะต้องแยกว่าตัวที่สูงเป็นผู้ร้าย (LDL) หรือผู้พิทักษ์ (HDL)

 
          ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ถ้าไตรกลีเซอร์ไรด์มีปริมาณสูง ก็จะต้องควบคุมอาหารโดยควบคุมน้ำหนักตัว ลดของหวาน และแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานและช่วยในการทำงานของหัวใจ เมื่อออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ถูกวิธี และสม่ำเสมอแล้ว ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มักจะลดลง และสามารถเพิ่มปริมาณไขมันผู้พิทักษ์ได้ ทั้งนี้ ระดับไขมันในร่างกายที่ปกติมีค่าดังนี้ โคเลสเตอรรอล ต่ำกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอร์ไรด์ ต่ำกว่า 200 มก./ดล. และเอช ดี แอช โคเลสเตอรอลสูงกว่า 35 มก./ดล.

ไขมันได้จากไหน

          ทั้งโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นไขมันที่ร่างกายได้มาจาก 2 ทาง คือ จากอาหารที่รับประทาน และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย



อาหาร

         อาหารจากพืชจะไม่มีโคเลสเตอรรอล แต่อาหารที่มาจากเนื้อสัตว์จะมีโคเลสเตอรรอลมากน้อยแตกต่างกัน ที่มีมาก ได้แก่ เครื่องในต่าง ๆ ไข่แดง นม เนย เนื้อติดมัน หนังสัตว์ และสัตว์ที่มีกระดอง เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ปู

ส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์จะได้จากน้ำมันและไขมันของอาหารทุกชนิด

การสร้างขึ้นเองในร่างกาย

          โคเลสเตอรอลที่ร่างกายสร้างขึ้นเองโดยการเผาผลาญอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน และเนื้อสัตว์ อวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างโคเลสเตอรอล คือ ตับ สารอาหารที่จะกระตุ้นการสร้างโคเลสเตอรอล ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิ

          ส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์มีทั้งที่ได้จากอาหาร และถูกสร้างขึ้นโดยตับเช่นเดียวกัน โดยจะถูกกระตุ้นให้สร้างมากขึ้นโดย แอลกอฮอล์ น้ำตาล และพลังงานที่ได้รับมากเกินไป

สาเหตุไขมันในเลือดสูง

1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์

2. โรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดฮอร์โมนจากต่อมธัยรอยด์

3. จากยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์

4. การรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ

5. การดื่มสุราเป็นประจำ


อันตรายที่เกิดขึ้น

1. โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย

2. อัมพาต แขนขาไม่มีแรงข้างใดข้างหนึ่ง

3. เส้นเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอ โดยเฉพาะบริเวณขาทำให้เดินแล้วปวดน่อง


ไขมันผู้พิทักษ์

          เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล เป็นไขมันตัวสำคัญในการป้องกันหลอดเลือดแข็ง ผู้ที่มีระดับ เอช ดี แอลต่ำ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด การทำให้เอช ดี แอลเพิ่มมากขึ้นโดยออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน งดสูบบุหรี่ งดขนมหวาน


ข้อควรปฏิบัติ

1. จำกัดอาหาร และเลือกรับประทานให้เหมาะสม โดยลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และ/หรือโคเลสเตอรอล ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ สัตว์ที่มีกระดองแข็ง เช่น หอยนางรม ปู ปลาหมึก น้ำมันมะพร้าว กะทิ เป็นต้น รับประทานกรดไลโนเลอิก เช่น น้ำมันพืช ที่ทำจากข้าวโพดหรือถั่วเหลือง ซึ่งกรดนี้จะช่วยลดการสร้างโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย

2. งดสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดบุหรี่

3. ออกกำลังกายให้เป็นประจำ

4. ควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน

5. กินผัก ธัญพืชให้มากขึ้น

          ทั้งหมดนี้หากท่านทำได้ ก็จะไม่มีปัญหาไขมันในเลือดสูงอีกต่อไป แต่ถ้าท่านตอบว่ายาก แสดงว่าท่านกำลังทำร้ายตัวเองอยู่นะคะ เลิกเถอะ เชื่อหมอนะ


เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน สุขอนามัยการนอนที่ดีขั้นพื้นฐาน (Basic Sleep Hygiene)

สุขอนามัยการนอนที่ดีขั้นพื้นฐาน
 (Basic Sleep Hygiene)

อ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ
ภาควิชา โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา





          ข้อปฏิบัติต่อไปนี้ เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นอย่างง่ายๆ เพื่อให้นอนหลับอย่างมีคุณภาพมากขึ้น อาจช่วยแก้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าทำได้เป็นประจำจะเกิดเป็นนิสัยการนอนหลับที่ดีในระยะยาว

 
1.หลีกเลี่ยงสิ่งที่เหล่านี้ เช่น

• การดื่ม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา ชาเขียว น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังอาหารมื้อเที่ยง เช่นอาจดื่มกาแฟ 1-2 แก้วเฉพาะในช่วงเช้า ทั้งนี้ เนื่องจากคาเฟอีนทำให้สมองตื่นตัวขึ้น และออกฤทธิ์ ได้นานไม่ต่ำกว่า 6 -7 ชั่วโมง

• การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ รวมถึงเหล้า เบียร์ หรือ ไวน์ ในช่วงเวลา 4- 6 ชม. ก่อนนอน เนื่องจากในช่วงแรกเครื่องดื่มดังกล่าว อาจทำให้ท่านหลับเร็วขึ้น แต่เมื่อหมดฤทธิ์ใน 3-4 ชม.แล้ว ช่วงการนอนต่อมาท่านจะตื่นแล้วนอนหลับไม่สนิท มึนศีรษะและไม่สดชื่นเมื่อตื่นนอน นอกจากนี้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล ยังทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อนมากขึ้นและสมองตื่นตัวช้าลง ทำให้ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ (OSA) มีอาการรุนแรงมากขึ้น

• การสูบบุหรี่ เนื่องจากมีสารนิโคติน ที่ทำให้สมองตื่นตัว และพยายามหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท รวมถึง ยาขยายหลอดลมบางชนิด หรือยาแก้คัดจมูก บางชนิด ในช่วงก่อนนอน ทั้งนี้อาจเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นแทนถ้าสามารถทำได้

• การรับประทานอาหารจำนวนมาก หรืออาหารที่ย่อยยาก ในช่วงน้อยกว่า 3 ชม.ก่อนนอน เช่น เนื้อสัตว์ หรือไขมันปริมาณสูง เนื่องจากอาจทำให้ท่านอึดอัด หลับไม่สนิท และเกิดภาวะกรดไหลย้อนได้

• การออกกำลังกายอย่างหนักมากในช่วงหัวค่ำ หรือก่อนเข้านอนน้อยกว่า 4-6 ชม. ทั้งนี้ท่านอาจออกกำลังกายในช่วงเช้า เช่น ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แทน เป็นต้น
• ควรหลีกเลี่ยงใช้ยานอนหลับอย่างต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดภาวะพึ่งยา หรือติดยานอนหลับ ซึ่งจะทำให้ มีปัญหาในภายหลังมากขึ้น และถ้าท่านมีปัญหานอนกรน อาจทำให้ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับแย่ลงกว่าเดิมได้

• ควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่มีความเครียด ในช่วงเวลาใกล้นอน


2. เพิ่มปัจจัยที่ส่งเสริม การนอนหลับที่ดี เช่น

• พยายามปรับสิ่งแวดล้อมในการนอนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การเลือกหมอน หรือที่นอนที่สบายพอเหมาะกับสรีระของท่าน ลดแสงหรือเสียงรบกวน ให้น้อยลง และควบคุมอุณหภูมิห้องให้พอดี

• ควรปรับท่านอนให้เหมาะสมกับสรีระของแต่ละท่าน เช่น ผู้ที่นอนกรน หรือมีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับนั้นส่วนใหญ่ (ไม่เสมอไป) ท่านอนหงายมักจะมีอาการมากกว่าท่านอนอื่น ๆ ดังนั้นถ้าสามารถปรับให้เกิดความเคยชินในท่านอนตะแคง นอนศีรษะสูงเล็กน้อย (ถ้าทำได้โดยที่ไม่ฝืนจนเกินไป) ก็อาจช่วยบรรเทา อาการโรคดังกล่าว ได้ในบางราย

• ควรหลับอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 -8 ชม. และควรเข้านอนก่อนเที่ยงคืน

•พยายามอยู่บนที่นอน เมื่อคุณง่วงนอนจริง ๆ เท่านั้น และปรับท่านอนให้เหมาะสมกับตนเอง

• ถ้าไม่สามารถหลับได้หลังจากเข้านอนแล้ว เกิน 30 นาที ให้ลองออกจากห้องนอน แล้วทำกิจกรรมอย่างสงบ เช่น อ่านหนังสือ ทำใจสบาย ๆ หรือ ฟังวิทยุเบา ๆ เมื่อเกิดความง่วงแล้ว จึงเข้าไปนอนอีกครั้ง

• ถ้าตื่นขึ้นระหว่างที่นอนกลางคืน ไม่ควรพยายามกดดันตนเองเพื่อให้รีบนอนจนเกินไป เช่น อาจไม่ดูนาฬิกา หรือ เลือกนาฬิกาที่เสียงเบาและไม่รบกวน ซึ่งจะทำให้ลดความเครียดและความกังวลหรือกลัวว่าจะนอนไม่หลับ

• ในระหว่างกลางวัน พยายามไม่งีบหลับถ้าทำได้ แต่หากท่านง่วงอย่างมาก การงีบหลับช่วงสั้น ๆ จะช่วยท่านให้สดชื่นขึ้นได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรนานเกิน 1 ชั่วโมง และ ไม่ควรงีบในช่วงหัวค่ำ

• อาหารมื้อเบา ๆ ก่อนนอน เช่นขนม หรือ นม ปริมาณเล็กน้อย มีสารบางอย่างอาจช่วยให้หลับดีขึ้น


3. ข้อปฏิบัติอื่น ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น

• รักษาความสมดุลและความสม่ำเสมอในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆของท่าน เช่น รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ เป็นต้น เพื่อการทำงานของระบบต่างของร่างกายจะได้ปรับตัว ตามนาฬิกาธรรมชาติ ภายในตนเองง่ายขึ้น

• การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป เนื่องจากจะทำให้อึดอัด และเป็นความเสี่ยงต่างโรคต่าง ๆ จำนวนมาก รวมถึงภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับด้วย

• หาวิธีผ่อนคลายความเครียด ต่าง ๆ เช่น การแบ่งเวลาเพื่อใคร่ครวญและหาทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม การทำสมาธิ การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือการปรึกษาหารือกับผู้ที่ไว้วางใจ ฯลฯ


          หากท่านปฏิบัติตามคำแนะนำพื้นฐานง่าย ๆ เบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น ท่านควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่เป็นความผิดปรกติทางร่างกาย อื่น ๆ และรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

 
เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน มะเร็งปากมดลูก...ภัยที่ป้องกันได้

มะเร็งปากมดลูก...ภัยที่ป้องกันได้

รศ.นพ.มงคล เบญจาภิบาล
สูตินรีแพทย์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



 
          จากสถานการณ์ของมะเร็งปากมดลูก ที่พบเป็นอันดับ 2 ของสตรีทั่วโลกรองจากมะเร็งเต้านม แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว พบมะเร็งชนิดนี้สูงเป็นอันดับ 1 ซึ่งในแต่ละปีมีการตรวจพบมะเร็งปากมดลูกรายใหม่กว่า 6,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 2,600 รายต่อปี กล่าวได้ว่า ทุกๆ วันจะมีสตรีไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 7 คน นับเป็นปัญหาสำคัญของสาธารณสุขไทย อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีให้ชื่นใจ ด้วยในระยะ 4-5 ปีมานี้ ได้มีการค้นพบสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกและสามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้เป็นผลสำเร็จ

          ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (human papilloma virus หรือ HPV) ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากเพศสัมพันธ์ โดยการสัมผัสแล้วผิวหนังหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศ หรือปากมดลูกมีรอยถลอกหรือแผลที่ทำให้เชื้อเข้าไปได้ จากสถิติในปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นมะเร็งปากมดลูก อายุเพียง 10 กว่าปีเท่านั้น อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่โรคนี้มักพบในหญิงอายุประมาณ 40 ปี

          เชื้อไวรัสชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ และรอยโรคขั้นต่ำ ส่วนกลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อปากมดลูกจนกลายเป็นรอยโรคขั้นสูงและมะเร็งในที่สุด โดยกระบวนการเกิดมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาเฉลี่ย 5 – 15 ปี

          จากการศึกษาพบว่าสตรีที่ติดเชื้อไวรัสกลุ่มความเสี่ยงสูง มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 400 เท่า เมื่อเทียบกับสตรีที่ไม่พบการติดเชื้อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อดังกล่าวอาจจะหายเองได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่การติดเชื้อยังคงอยู่ หรือฝังแน่นที่ปากมดลูกก็จะมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เนื่องจากโรคนี้มีระยะก่อนมะเร็งให้ตรวจพบได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่เรียกว่าการทำแป๊ปสเมียร์ (Pap smear) จะทำให้พบระยะก่อนมะเร็ง และมะเร็งระยะเริ่มแรก ช่วยให้สามารถรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้

 
นอกจากการติดเชื้อเอชพีวีแล้ว ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่

1. อายุ มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

2. มีคู่นอนตั้งแต่อายุน้อยๆ หรือหลายคน ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อเอชพีวีมากขึ้น

3. สูบบุหรี่จัด ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลงซึ่งรวมทั้งบริเวณปากมดลูกด้วย

4. มีบุตรจำนวนมาก

5. ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์)

6. ไม่เคยตรวจภายใน


สำหรับมะเร็งปากมดลูก ก็เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ คือ ไม่มีอาการแรกเริ่ม แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น จะมีอาการดังนี้

1. เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ สวนล้างช่องคลอด หรือตรวจภายใน

2. เลือดออกทางช่องคลอดที่มิใช่รอบประจำเดือน หรือหลังจากหมดประจำเดือนไปนานแล้ว

3. ตกขาวมากขึ้น มีกลิ่นเหม็น

4.ปวดท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน

หากมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติโดยเร็ว

         ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกขึ้น เพื่อช่วยเหลือสตรีทั่วโลก แม้จะป้องกันไม่ 100 % แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ดีสำหรับการป้องกันในขณะนี้

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

          เป็นที่ทราบกันดีว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งในธรรมชาติมีอยู่กว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15 ชนิด โดยเชื้อเอชพีวี 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลือร้อยละ 30 เกิดจากไวรัสเอชพีวีชนิดอื่น ๆ และด้วยวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถสังเคราะห์ส่วนเปลือกของไวรัสเอชพีวีโดยที่ไม่มีส่วนแกนในซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เปลือกของไวรัสถูกนำมาใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีซึ่งได้รับการยืนยันจากการศึกษาต่าง ๆ ในมนุษย์ว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี และโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชนิดนี้


          วัคซีนเอชพีวีในท้องตลาดปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด จาก 2 บริษัท บริษัทแรกจะมีเชื้อเอชพีวี 16,18 ส่วนอีกบริษัท มี 16, 18 และเพิ่มอีก 2 ตัว คือ 6,11 ซึ่งสามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ กล่าวคือเมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่อยู่ในวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70 (เชื้อ HPV 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก) มิใช่ร้อยละ100 จึงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกต่อไป สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่น ๆ คือ อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ส่วนอาการตามระบบ เช่น ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย หรือมีไข้ พบได้เล็กน้อย และไม่พบอาการรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต


          การฉีดวัคซีนเอชพีวี ควรฉีด 3 เข็ม โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน เข็มที่สาม ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน ช่วงอายุที่แนะนำ คือ อายุระหว่าง 9-26 ปี วัคซีนนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดในเด็กผู้หญิงหรือสตรีที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ สำหรับสตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว วัคซีนนี้จะมีประสิทธิภาพสูงเมื่อฉีดในสตรีที่ยังไม่มีการติดเชื้อเอชพีวี และไม่มีเซลล์ผิดปกติของปากมดลูก ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดต่ำลงถ้าฉีดในสตรีที่มีการติดเชื้อเอชพีวีหรือมีเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแล้ว ดังนั้น สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วและอยากฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์ และขอคำแนะนำเพื่อให้การฉีดวัคซีนนั้นได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับสตรีที่มีอายุมากกว่า 26 ปี ขณะนี้กำลังมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนในสตรีที่มีอายุมากจนถึงอายุ 55 ปี และในอนาคตอันใกล้นี้คงจะได้รับคำตอบว่า ควรจะขยายช่วงอายุของการฉีดวัคซีนในสตรีอายุมากหรือไม่


ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามที่มักได้ยินกันว่า

“เชื้อเอชพีวีนี้สามารถติดต่อได้ตามห้องน้ำสาธารณะหรือไม่? ”

“สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ มีลูกมานานแล้ว จะได้รับประโยชน์จากการฉีดไหม ?” และ “ราคาเต่อเข็มท่าไหร่?”

          คำถามเหล่านี้มีคำตอบครับ คำถามแรก โอกาสติดเชื้อมีน้อยมาก ส่วนข้อสอง ยังได้ประโยชน์ แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจจะลดลง ถ้าสตรีผู้นั้นมีการติดเชื้อเอชพีวีหรือมีเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกแล้ว และคำถามสุดท้ายที่หลายคนอยากรู้ ราคาต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล ถ้าเป็นของรัฐจะถูกกว่าของเอกชน สนนราคาอยู่ที่ 4,000 – 5,000 บาท

          อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูก ยังเป็นอันตรายและศัตรูร้ายสำหรับคุณผู้หญิงทั่วโลก แต่ สามารถป้องกันหรือตัดไฟแต่ต้นลมได้ทันท่วงที โดยฉีดวัคซีนป้องกัน หรือตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี

 
เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน รอบรู้เรื่องใกล้ตัว : เสื้อชั้นใน

รอบรู้เรื่องใกล้ตัว : เสื้อชั้นใน

รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์
ภาควิชาศัลยศาสตร์


          พูดถึงเสื้อชั้นใน หรือ Brassiere แล้ว ท่านสุภาพสตรีทุกท่านคงรู้จักกันดี ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่จะใส่โชว์เหมือนเครื่องแต่งกายอื่นๆ แต่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวน้อยสาวใหญ่ทุกท่านให้ความเอาใจใส่กันอย่างยิ่ง การเลือกและใส่เสื้อชั้นในนั้น ก็ดูเป็นรสนิยมอย่างหนึ่ง ลองมาทำความรู้จักกับเสื้อชั้นในกันสักเล็กน้อยดีไหมครับ


 
          เสื้อชั้นในนั้นได้มีการใช้กันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ประมาณ 6 พันกว่าปีก่อนเพื่อใส่ในการออกกำลังกาย หรือ ทำให้เต้านมของสตรีดูเล็กลงคล้ายบุรุษ แต่ที่เสื้อชั้นในมีลักษณะคล้ายกับที่ใส่ในปัจจุบัน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน โดยช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส ซึ่งผลิตเสื้อชั้นในเป็น 2 ส่วน และต่อมา Mary Phelps Jacob ได้นำมาจดลิขสิทธิ์ และผลิตจนเป็นที่แพร่หลายในอเมริกา เสื้อชั้นในได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบ รูปทรง และวัสดุ มาเรื่อยๆ ตามสมัยนิยมจนเป็นลักษณะที่เห็นกันในปัจจุบัน



          ประโยชน์ของการใส่เสื้อชั้นในสตรีนั้น มีทั้งในด้านการแพทย์และทางสังคม ในทางการแพทย์นั้น เสื้อชั้นในจะสามารถช่วยพยุงเต้านมที่คล้อยตัวหรือหย่อนให้กระชับและลดการแกว่งตัวระหว่างการเคลื่อนไหว ทำให้ลดความไม่สบายตัวหรือ อาการเจ็บที่เกิดจากการเคลื่อนไหวมากเกินไปของเต้านม ส่วนจะช่วยป้องกันการคล้อยตัวหรือการหย่อนยานของเต้านมนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ในทางสังคมนั้น เสื้อชั้นในช่วยทำให้เต้านมของสตรีดูสวยงาม ดูดี และ เป็นแรงดึงดูดความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เจ้าของมีความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น เสื้อชั้นในจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่ได้รับการเอาใจใส่ และมีการพัฒนาเป็นเสื้อชั้นในชนิดต่างๆให้เหมาะสมกับกิจกรรม และ โอกาส เช่น เสื้อชั้นในสำหรับใส่เล่นกีฬา สำหรับงานราตรี สำหรับใส่นอน สำหรับวัยรุ่น สำหรับคนตั้งครรภ์ ฯลฯ



          การเลือกเสื้อชั้นในให้เหมาะสมนั้น มีปัจจัยที่ควรคำนึงถึง นอกจากเรื่องขนาด cup size และ เนื้อผ้าแล้ว ยังต้องดูรูปทรงของเสื้อชั้นใน เพราะในแต่ละแบบนั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งแบบเต็มตัว ไร้สาย เสริมทรงและดันทรง ฯลฯ หลักทั่วไป คือ ใส่แล้วต้องไม่คับหรือรัดจนแน่นเกิน แนวเสื้อชั้นในรอบตัวควรอยู่ในแนวราบเสมอกันไม่ถูกรั้งให้สูงขึ้น เนื้อเต้านมต้องไม่ถูกกดทับ หรือล้นออกทางด้านล่างและ ด้านข้าง ส่วนทางด้านบนของเสื้อชั้นในควรจะราบไปกับเนื้อเต้านมเมื่อสวมใส่ นอกจากนี้ ขนาดของเต้านมยังมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ น้ำหนักตัว และ รอบประจำเดือน ดังนั้น อาจต้องมีเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปครับ