วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน รู้จัก”ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1” (ไข้หวัดเม็กซิโก)

รู้จัก”ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1”
(ไข้หวัดเม็กซิโก)




ศ.ดร.พิไลพันธ์ พุธวัฒนะ
ภ.จุลชีววิทยา

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
ภ.กุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


          จากกรณีไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (ชื่อเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1/2009”) ระบาดลุกลามไปในหลายทวีป แม้จะมีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำไม่รุนแรงเท่าไวรัสไข้หวัดนก แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะรูปแบบการติดเชื้อจากคนสู่คนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ในหลายประเทศต่างตื่นตัว หันมาทำความรู้จักและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคนี้แก่ประชาชน


วันนี้เราไปทำความรู้จักเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันโรคนี้กันค่ะ

          ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก ไม่เป็นที่ปรากฏว่าเชื้อนี้ได้เริ่มติดในคนเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นแล้ว พบว่าเป็นการแพร่กระจายและติดต่อจากคนสู่คน เชื้อนี้มิได้พบในหมูทั่วไป จึงไม่ติดต่อโดยการสัมผัสหรือกินเนื้อหมู ผู้ป่วยด้วยโรคไวรัสชนิดใหม่นี้อาจมีอาการน้อยมากจึงถึงรุนแรงมาก ๆ และปอดบวม ซึ่งก็เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่มีระบาดอยู่เป็นประจำ


การแพร่เชื้อ...

          เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการ ไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก และตา เช่น การแคะจมูก ขยี้ตา ที่สำคัญ ผู้ที่มีอาการรุนแรงและถึงแก่กรรมมักจะอยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี

*เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไม่ติดต่อจากการสัมผัสหมูหรือรับประทานเนื้อหมูแน่นอน


อาการที่น่าสงสัย....

- ระบบทางเดินหายใจมีความผิดปกติ อาทิ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ

- ไข้ขึ้นสูง ประมาณ 38 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านี้

- อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วยในผู้ป่วยบางราย

* ส่วนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคปอด โรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม หัวใจวาย และเสียชีวิตได้


โรคนี้รักษาได้ไหม?

          ยาต้านไวรัสไขหวัดใหญ่มีอยู่ไม่กี่ชนิดนัก ยาชื่อ “โอเซลตามิเวียร์” สามารถรักษาโรคไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่นี้ได้ แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็นและภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้พร่ำเพรื่อเชื้ออาจดื้อยาได้ ส่วนวัคซีนป้องกันยังอยู่ในขั้นตอนการค้นคว้าวิจัย และอาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร จึงจะไปถึงขั้นที่จะสามารถนำมาใช้สำหรัประชาชน และในประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของโรค


          *ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง วัคซีนนี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคปอด และโรคหัวใจ วัคซีนที่มีประจำฤดูกาลนี้ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่อาจช่วยลดความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังต้องการการศึกษาวิจัยต่อไป


ป้องกันอย่างไร?

          หากท่านป่วยด้วยอาการไข้ เจ็บคอ ไอ และได้เดินทางไปในสถานที่ที่มีการระบาดก่อนหน้านี้มาไม่นานเกิน 7 วัน อาจมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน และหากมีภาวะความเสี่ยงของการระบาดเกิดขึ้น ควรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการป้องกันไม่ให้ตนเองติดเชื้อ ดังนี้

- รักษาร่างกายให้แข็งแรง

- ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ใน ที่สาธารณะ

- หลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่กำลังป่วยหรือเป็นหวัด

- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝูงชนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า

- หากป่วยควรเก็บตัวอยู่บ้าน และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อให้กับคนในบ้าน

- ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วทิ้งขยะทันที หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าซึ่งจะใช้ซ้ำได้ 2-3 ครั้ง โดยกลับด้านสะอาดขึ้นมาใหม่ (ในกรณีที่ไม่มีกระดาษทิชชู่ ควรปิดปากและจมูกด้วยต้นแขนเสื้อ) เพื่อไม่ให้เชื้อโรคสัมผัสกับมือหรือแพร่กระจายในอากาศ

- ไม่ควรกินยาแอสไพรินเองก่อนปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด

เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

บทความจาก Siriraj ตอน อากาศเปลี่ยนแปลง...โรคแพ้อากาศ

อากาศเปลี่ยนแปลง...โรคแพ้อากาศ


อ.นพ.อนัญญ์ เพฑวณิช
วิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


          ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง หรือเรียกตามชื่อหนัง Season Change เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวแดดร้อน เดี๋ยวฝนตก เดากันไม่ถูก เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยถ้าจะหยิบยกโรคแพ้อากาศมาบอกกัน เพราะถ้าเราปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและเหมาะสม โรคแพ้อากาศก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กและยังสามารถป้องกันไม่ให้การติดเชื้อนั้นลามออกไปหรือมีผลแทรกซ้อนด้วย

          การที่อากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการแพ้อากาศ เพราะจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก คือ จมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้นของอากาศตลอดจนกลิ่นฉุนสิ่งระคายเคืองต่างๆจึงมักเรียกกันว่าโรคแพ้อากาศ โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย พบประมาณร้อยละ20 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยประมาณร้อยละ70 จะมีอาการก่อนอายุ 30 ปี




 
อาการเบื้องต้นของการแพ้อากาศ

          ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ชอบขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู หูอื้อได้ ผู้ป่วยมักมีอาการดังกล่าวเวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศ แต่เราต้องสังเกตอาการหน่อยเพราะโรคแพ้อากาศจะคล้ายกับไข้หวัด กล่าวคือ อาการของไข้หวัดจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ช่วงแรกจะใส ต่อมาจะข้น ระยะเวลาเป็นนาน 3-10 วัน มีไข้หรือไม่มีก็ได้ มีจามบ้างโดยไม่มีอาการคันจมูก ส่วนโรคแพ้อากาศจะมีอาการคันจมูก ร่วมกับน้ำมูกใส ๆ มีอาการคันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้ ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป
          ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่ออาการเข้าได้กับโรคแพ้อากาศดังที่กล่าวมาแล้ว หรือไม่แน่ใจว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ เมื่อไปพบแพทย์นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว การตรวจที่ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคแพ้อากาศหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจเลือดมีค่าใช้จ่ายสูง และไม่ทราบผลทันที ปัจจุบันนิยมใช้การตรวจทางผิวหนังเป็นหลัก สามารถช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีโรคที่พบร่วมกับโรคแพ้อากาศ ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ น้ำคั่งในหูชั้นกลาง โรคหืดหอบ เจ็บคอ ไอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก การกรน รวมทั้งภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับอีกด้วย


หลักการรักษา

          ในปัจจุบันจะมี 3 ลักษณะ คือ การกำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การรักษาด้วยยากินและยาพ่นจมูก นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีน สำหรับระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยว่าสามารถหลีกเลี่ยง ป้องกันและดูแลได้มากน้อยแค่ไหน หากจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ซึ่งสามารถช่วยลดอาการได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน หรือฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ใช้เวลา 3-5 ปีแล้วแต่บุคคล โรคแพ้อากาศสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยและความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย


วิธีป้องกันโรคแพ้อากาศ

          การป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือทั้งผู้ป่วยและแพทย์ในการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลตนเองของผู้ป่วยและดูแลสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม จะช่วยทำให้อาการของโรคทุเลาลงมากจนไม่มีอาการเลย ผู้ที่เป็นโรคแพ้อากาศ สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติและอยู่ร่วมในสิ่งแวดล้อมเดียวกับผู้อื่นได้ ถ้าสามารถปฏิบัติตัวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.

 
เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

บทความจาก Siriraj ตอน แคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

แคลเซียม ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน



ผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์

ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล




          เคยสงสัยหรือไม่ อะไรทำให้กระดูกของเราแข็งแรง “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ร้อยละ 55 จะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมส่วนหนึ่งอยู่ในเลือดโดยจับอยู่กับโปรตีนในเลือดและอยู่ในแคลเซียมอิสระ


หน้าที่ของแคลเซียม

          โดยทั่วไป แคลเซียมนอกจากเป็นส่วนประกอบของกระดูกแล้ว ยังทำหน้าที่อื่น ๆ อีก เช่น ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่น ๆ ที่ช่วยในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก และที่สำคัญ แคลเซียมยังช่วยควบคุมความสมดุลของกรดในร่างกายอีกด้วย เห็นประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่าแคลเซียมไม่สำคัญ แต่ปัจจุบันทราบหรือไม่ว่ามีคนจำนวนมากประสบภาวะกระดูกพรุน เป็นแล้วเกิดผลเสียอย่างไรมาดูกันครับ


โรคกระดูกพรุน คืออะไร

          คือภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป


เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนอาจเกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้

1. ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง

2. กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้

3. เกิดอาการแทรกซ้อนจากกระดูกหัก เช่น ปอดบวม แผลกดทับ ติดเชื้อ แขนขาใช้งานไม่ได้ เป็นสาเตุของการเสียชีวิตในผู้สูงอายุสาเหตุหนึ่ง


 


 
ปฏิบัติตามนี้จะช่วยป้องกันท่านจากโรคกระดูกพรุน

1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะผุ้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน ควรออกกำลังกายที่ลงน็านัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะ ๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก

2. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซี่ยม ที่สำคัญ ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุรี่ ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้ว/วัน

          โดยปกติ นมสด 1 แก้ว (250 ซีซี) จะมีแคลเซียมประมาณ 200 มิลลิกรัม ในวัยเด็ก ต้องการแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัม/วัน ในขณะที่สตรีวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 - 1,500 มิลลิกรัม แต่ในรายที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณที่ร่างกายต้องการ ก็อาจรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียม และไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะได้รับแคลเซียมมากไป เพราะเมื่อร่างกายดูดซึมแคลเซียมจนถึงจุดสมดุลย์ทั้งในกระดูกและเลือด แคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับถ่ายออกทางอุจจาระตามปกติ


หลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย

2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม

3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่งจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา

4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย

          อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกนาน

 
เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

บทความจาก Siriraj ตอน หน้าฝนระวังโรคตาแดง

หน้าฝนระวังโรคตาแดง

ผศ.พญ.ละอองศรี อัชชนียะสกุล

ภาควิชาจักษุวิทยา



ความหมายและอุบัติการณ์

          โรคตาแดงระบาดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยส่วนใหญ่มีการระบาดในช่วงฤดูฝนเกือบทุกปี โรคนี้พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และมักเกิดในโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน สถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก


สาเหตุ

          เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคชื่อ adenovirus ไวรัสชนิดนี้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้มากกว่า 50 กลุ่ม และประมาณ 1 ใน 3 สามารถทำให้เกิดโรคตาแดงได้


อาการ

          ผู้ที่เป็นโรคตาแดงจะเริ่มอาการโดยรู้สึกระคายเคืองในตา น้ำตาไหล ขี้ตามาก เปลือกตาบวม ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต เยื่อบุตาจะค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ จนแดงก่ำ บางรายอาจพบการบวมของเยื่อบุตาเป็นลักษณะบวมน้ำใสๆ หากพลิกดูบริเวณเปลือกตาด้านในจะพบลักษณะเป็นเม็ดใสๆ กระจายอยู่ทั่วไป อาการมักเริ่มจากตาหนึ่งแล้วลามไปยังตาอีกข้างหนึ่งภายใน 2-3 วัน หากมีการอักเสบของกระจกตาร่วมด้วยเนื่องจากเชื้อไวรัสลามไปที่กระจกตาหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและสายตามัวลงได้


การวินิจฉัย

          การวินิจฉัยโรคอาศัยประวัติของการแพร่ระบาดในชุมชน ร่วมกับการตรวจตา


การรักษา

          โรคตาแดงเป็นโรคที่หายเองได้ ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 1-3 สัปดาห์โดยไม่มีผลแทรกซ้อนใดๆ เนื่องจากความรุนแรงของโรคตาแดงมีได้หลายระดับ ผู้ที่มีอาการทุกรายควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีอาการ หากอาการไม่รุนแรงและกระจกตาดูปกติ อาจใช้เพียงการประคบเย็น ร่วมกับหยอดน้ำตาเทียมช่วยหล่อลื่นในตา หากตาแดงมากหรือมีการอักเสบที่กระจกตาจากเชื้อไวรัส แพทย์อาจแนะนำให้หยอดยาในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดอาการระคายเคืองตาและช่วยให้อาการเยื่อบุตาอักเสบหายเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ เนื่องจากอาจเกิดข้อแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย และความดันตาสูง เป็นต้น


ผลแทรกซ้อน

          ประมาณ 20-50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยอาจตรวจพบจุดขาวๆ ที่กระจกตาได้นานเป็นเดือน ซึ่งอาจทำให้สายตามัวลงหรือเห็นแสงรบกวน มีน้อยรายที่โรคอาจรุนแรงจนเกิดเป็นพังผืดดึงรั้งที่เยื่อบุตาได้


การป้องกันและควบคุม

          วิธีการง่ายๆ ในการป้องกันโรคตาแดง คือการไม่นำมือที่ไม่สะอาดมาจับหรือขยี้ตา ล้างมือทุกครั้งก่อนจับบริเวณตา และไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้ที่เป็นโรคตาแดง เพียงเท่านี้ท่านก็จะปลอดภัยจากการเป็นโรคตาแดงได้ ข้อปฏิบัติที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังเป็นโรคตาแดง คือการป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายจากตนเองไปสู่ผู้อื่น โดยผู้ที่มีอาการควรหยุดพักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่อยู่ในที่ชุมชน ใช้กระดาษนุ่มซับน้ำตาหรือขี้ตา โดยใช้แล้วทิ้งในถังขยะที่มิดชิด ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าเนื่องจากจะเก็บสะสมเชื้อไว้และติดต่อไปยังผู้อื่นได้ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับบริเวณใบหน้าและตา เนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการสัมผัสมากที่สุด การล้างมือจะช่วยตัดการกระจายเชื้อได้อย่างดี


ข้อเสนอแนะ

          “ล้างมือบ่อยๆ งดใช้สอยของร่วมกัน ช่วยป้องกันตาแดง”
 
เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

บทความจาก Siriraj ตอน คัดจมูก...เกิดจากอะไรเอ่ย

คัดจมูก...เกิดจากอะไรเอ่ย
(Nasal Obstruction)

 
ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา




          อาการคัดจมูกเป็นอาการทางจมูกที่พบได้บ่อยและไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง จึงต้องวินิจฉัยแยกโรคจากโรคของจมูกหลายโรค อาการคัดจมูกในโรคบางโรค สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่ โรคหวัด หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่มีอาการเล็กน้อย อาการคัดจมูกอย่างมาก หรือคัดจมูกตลอดเวลาทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หรือเกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้ เนื่องจากอาการคัดจมูกเป็นอาการที่ผู้ป่วยบอกกับแพทย์ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของอาการคัดจมูก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค

สาเหตุของอาการคัดจมูก

1. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
2. โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้
3. โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้
4. ผนังกั้นช่องจมูกคด
5. สิ่งแปลกปลอมอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งมักพบบ่อยในเด็ก
6. เนื้องอกในโพรงจมูก เช่น ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกชนิดร้าย
7. โรคเยื่อบุจมูกเหี่ยวฝ่อ
8. ภาวะเลือดคั่งในผนังกั้นช่องจมูก
9. ภาวะกระดูกอ่อนของจมูกทางด้านข้างยุบตัว เวลาหายใจเข้า (nasal valve collapse)
10. ภาวะกระดูกเทอร์บิเนตด้านข้างโพรงจมูกบวมโต
11. ภาวะรูเปิดของโพรงจมูกด้านหลังตีบตัน (choanal atresia)
12. ต่อมแอดีนอยด์หลังโพรงจมูกโต
13. เกิดจากยาขยายหลอดเลือดบางชนิด เช่นใช้ยาหดหลอดเลือดนานเกินไป, ยาจำพวก aspirin, nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS), beta-blocker (oral and ophthalmic), bromocriptine, estrogens, oral contraceptive, prazosin, methyldopa, phentolamine, guanethidine, reserpine และ tricyclic antidepressant

การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูก

ประวัติ

1. เวลาที่เริ่มมีอาการคัดจมูก ระยะเวลาที่มีอาการคัดจมูก สิ่งใดที่ทำให้อาการคัดจมูกเป็นมากขึ้น หรือน้อยลง
2. อาการคัดจมูกเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง อาการคัดจมูกเป็นๆหายๆ หรือเป็นตลอดเวลา
3. ลักษณะของน้ำมูกที่ไหลออกมาเป็นอย่างไร
4. มีเลือดกำเดาไหล หรือน้ำมูกปนเลือดหรือไม่
5. อาการปวดจมูกสัมพันธ์กับอาการปวดตาหรือไม่
6. มีอาการหูอื้อหรือไม่ มีอาการไอหรือไม่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคหอบหืด
7. ประวัติการใช้ยา การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า
8. อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดจมูก

การตรวจร่างกาย


          เริ่มตั้งแต่ลักษณะภายนอกของจมูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีจมูกส่วนนอกโก่งหรือยุบตัวหรือไม่ การกระแทกบริเวณกระดูกอ่อนด้านข้างส่วนบน สามารถทำให้ผนังกั้นช่องจมูกเคลื่อน หรือคดได้ การพบเส้นแนวขวาง ที่สันจมูก อาจเกิดจากการใช้มือขยี้จมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การเคาะหรือกดเจ็บบริเวณข้างแก้ม อาจพบได้ในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ

          การตรวจภายในโพรงจมูก แพทย์จะตรวจทั้งด้านหน้าและด้านหลังของโพรงจมูก โดยไม่ใช้ยาหดหลอดเลือด ลดอาการบวมในขั้นแรก การตรวจทางด้านหน้าโพรงจมูก แพทย์จะดูลักษณะและสีของน้ำมูก ลักษณะผนังกั้นช่องจมูก ลักษณะเยื่อบุจมูก ตรวจบริเวณรูเปิดไซนัส ถ้าพบว่ามีผนังกั้นช่องจมูกคดมาด้านใดด้านหนึ่ง อาจพบว่ามีเยื่อบุจมูกของอีกข้างหนึ่งโตกว่าปกติได้ การตรวจทางด้านหลังโพรงจมูก อาจพบต่อมแอดีนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองหลังโพรงจมูกโตได้ หลังการตรวจดังกล่าวแล้วแพทย์อาจพ่นยาหดหลอดเลือดลดการบวมของเยื่อบุจมูกแล้วตรวจซ้ำ หากอาการคัดจมูกดีขึ้นมากหลังการพ่นยาหดหลอดเลือด แสดงว่าผู้ป่วยมีเยื่อ บุของเทอร์บิเนทอันล่างบวมโต หากอาการคัดจมูกดีขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ดีขึ้น อาจเป็นจากผู้ป่วยใช้ยาหดหลอดเลือด ลดการบวมของเยื่อบุจมูกนานเกินไปจนเกิดเยื่อจมูกอักเสบที่เรียกว่า rhinitis medicamentosa หรือาจเป็นจากปัญหาผนังกั้นช่องจมูกคด มีเนื้องอกหรือริดสีดวงจมูก หรือมีโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติไป

          ในกรณีที่เป็นเด็ก แพทย์อาจใช้ที่ตรวจหู ตรวจในจมูกแทนได้ หรือในผู้ใหญ่บางรายที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจภายในจมูกชนิดแข็งหรือชนิดอ่อนที่ทำจากเส้นใยไฟเบอร์ (rigid or fiberoptic nasal endoscope ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น

การวัดความกว้างของช่องจมูก

          แพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจออกบนไม้กดลิ้น แล้ววัดขนาดวงของไอน้ำบนไม้กดลิ้น โดยเปรียบเทียบกันสองข้าง ถ้ามีปัญหาเรื่องผนังกั้นช่องจมูกคด อาจจะมีวงของไอน้ำขนาดต่างกันได้ นอกจากนี้แพทย์อาจวัดปริมาตรของจมูกโดยการใช้คลื่นเสียง (acoustic rhinometry) โดยปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงและวัดคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมา หรือวัดความดันและปริมาตรของอากาศที่ผ่านเข้าออกในช่องจมูก (rhinomanometry)

การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี

1. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้ฟิลม์ธรรมดา (plain film) สามารถเห็นลักษณะผนังกั้นช่องจมูกที่คด, เทอร์บิเนทอันล่างโต หรือภาวะไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดจมูกได้

2. เอ็กซเรย์กระดูกของจมูก (lateral nasal bone) ดูว่ามีการหักของกระดูกสันจมูกหรือไม่

3. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT nose and paranasal sinus) ช่วยประเมินโครงสร้างจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดีขึ้น โดยเห็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกระดูกได้ชัดเจน

4. เอ็กซเรย์จมูกและไซนัสโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก (MRI nose and paranasal sinus) สามารถบอกรายละเอียดของเยื่อบุจมูกและโพรงอากาศข้างจมูกได้ดี แต่ดูโครงสร้างจมูกส่วนที่เป็นกระดูกได้ไม่ชัดเจน


การรักษา อาจทำได้โดยการรับประทานยาหรือพ่นยาในจมูก หรือการผ่าตัดแล้วแต่สาเหตุ

เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

ศิริราช...โรงเรียนแพทย์เพื่อสังคม ๑๒๐ ปี

ขอเชิญร่วมย้อนอดีตสู่ปัจจุบัน
ศิริราช...โรงเรียนแพทย์เพื่อสังคม ๑๒๐ ปี แห่งความภูมิใจ
13 - 16 ก.ย. 53
 
 
          เนื่องในโอกาส ครบรอบ ๑๒๐ ปี โรงเรียนแพทย์ศิริราช ในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งถือเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จึงได้จัดกิจกรรม ย้อนรำลึกเรื่องราวและเหตุการณ์จากอดีตสู่ปัจจุบัน ในกิจกรรมภายใต้หัวข้อ ศิริราช...โรงเรียนแพทย์เพื่อสังคม ๑๒๐ ปี แห่งความภูมิใจ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ – ๑๖ กันยายน ๒๕๕๓ ณ โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์

          โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้ามาร่วมย้อนอดีตการก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ สู่ปัจจุบันครบ ๑๒๐ ปี จากกิจกรรมต่างๆ มากมาย ดังนี้

ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓

- เวลา ๐๙.๓๐น. พิธีทักษิณานุประทานถวายแด่องค์พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียน แพทย์ศิริราช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และบูรพาจารย์

- เวลา ๑๐.๓๐น. ฟังเสวนา “๑๒๐ ปี โรงเรียนแพทย์ศิริราชจากอดีตสู่อนาคต” โดยวิทยากร ศิลปิน – ดารา จากบริษัท JSL โกลบอลมีเดีย จำกัด

ในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓

- เวลา ๑๐.๐๐ น. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานทรงเปิดงาน “ศิริราช...โรงเรียนแพทย์แห่งแรกของไทย ใส่ใจสุขภาพประชาชน”

          นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากอดีตสู่ปัจจุบัน หลากเรื่องราวของโรงเรียนแพทย์แห่งแรกที่ใส่ใจสุขภาพประชาชน และโรงเรียนอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เคยหรือยังอยู่ในเขตศิริราช กิจกรรมรักษ์สุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ฟังเสวนา ย้อนรอยการเรียนแพทย์ในอดีตสู่ปัจจุบัน รวมทั้งกิจกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษา เช่น รำไทยกับกายภาพ แอโรบ็อกซิ่ง และทุกวันในเวลา 12.00 - 18.00 น. มีกิจกรรม การแสดง ตอบปัญหา กับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วย

เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/


วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

24 กันยายน ‘วันมหิดล’

24 กันยายน ‘วันมหิดล’
 มาช่วยกันสานต่อพระราชปณิธานอันล้ำค่า
ของพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย
เพื่อช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช


 

          ในโอกาสคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 24 กันยายน 2553 นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการร่วมกันน้อมสำนึกพระเมตตาคุณพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ผู้ทรงอุทิศพระองค์ “ทรงให้” ด้วยน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ในการช่วยผู้ป่วย ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณาทรงเป็นองค์ประธานจัดงานหารายได้ช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


          โอกาสนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติโดยวันที่ 23 กันยายน 2553 นักศึกษาวิทยาเขตบางกอกน้อย (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ คณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ และคณะเทคนิคการแพทย์) จะออกรับบริจาคพร้อมกันครั้งใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ พร้อมมอบธงและสติ๊กเกอร์ที่ระลึก

- บริจาค 300 บาทขึ้นไป รับธงวันมหิดลพร้อมเสาเป็นที่ระลึก

- 20 บาท ขึ้นไป รับธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก

- น้อยกว่า 20 บาท รับสติ๊กเกอร์วันมหิดลเป็นที่ระลึก

 
          นอกจากการออกรับบริจาคของนักศึกษาแล้ว คณะฯ ยังจัดรายการพิเศษเนื่องในวันมหิดล คืนวันเสาร์ที่ 18 กันยายน 2553 เวลา 22.20 น. ทาง ททบ.5 โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์ในการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนกเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมสาระเพื่อสุขภาพชวนติดตาม และร่วมสอบถามปัญหาสุขภาพ ทุกคำถามมีคำตอบโดยแพทย์ศิริราชตัวจริง เสียงจริง ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ระดมคณาจารย์แพทย์ไปช่วยตอบปัญหามากมาย โทร. 02278 5940 (20 คู่สาย) สำหรับท่านที่ต้องการตามรอยพระบาทพระราชบิดาช่วยผู้ป่วยกรุณา โทร. 02270 2233 (100 คู่สาย)


          ส่วนในวันที่ 24 กันยายน 2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

06.30 – 08.30 น. - ลงทะเบียน และวางพวงถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

08.00 น. - คณะกรรมการประจำคณะฯ วางพวงมาลาถวายราชสักการะ

10.00 น. - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก การนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โดยเสด็จด้วย

11.00 น. - วางพวงมาลาถวายราชสักการะฯ (ต่อ)

13.30 น. - พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานถวายแด่สมเด็จพระบรมราชชนก ณ ห้องจุฬาภรณ์ ตึกสยามินทร์ ชั้น 2
14.30 น. - ปาฐกถาพิเศษเนื่องในวันมหิดล เรื่อง “ธรรมกับความรัก” โดย พระราชธรรมวาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม อทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7


          ทั้งนี้ ท่านที่ประสงค์จะช่วยกันสานต่อหนึ่งในผลงานอันล้ำค่าของ “สมเด็จพระบรมราชชนก”...ช่วยผู้ป่วย สามารถบริจาคโดยตรงได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 07.30 - 17.30 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.30 น. โทร. 02419 7658 – 60 หรือแจ้งความจำนงเพื่อบริจาคทั้งนี้ ท่านที่ประสงค์จะช่วยกันสานต่อหนึ่งในผลงานอันล้ำค่าของ “สมเด็จพระบรมราชชนก”...ช่วยผู้ป่วย สามารถบริจาคโดยตรงได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 07.30 - 17.30 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.30 น. โทร. 02419 7658 – 60 หรือแจ้งความจำนงเพื่อร่วมบริจาค คลิกที่นี่

เครดิต : http://www.si.mahidol.ac.th/th/